วันจันทร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

พฤติกรรมประชาธิปไตย

ช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา หลังจากที่นางออง ซาน ซูจี ได้รับการปล่อยตัว สื่อต่างๆให้ความสนใจเป็นจำนวนมากว่า หลังจากนี้ นางจะมีชีวิตต่อไปยังไง และอนาคตการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในพม่าจะเป็นไปในทิศทางใด และก็มีสื่อในประเทศอีกจำนวนไม่น้อย รวมไปถึงนักวิชาการต่างๆมากมาย ที่ได้ให้ความสนใจและสร้างข้อเปรียบเทียบระหว่างประชาธิปไตยในไทยและในพม่า ซึ่งก็ไม่พลาดที่ผู้นำของเรา นายกฯอภิสิทธิ์ จะถูกวิพากษ์วิจารณ์ไม่น้อยในเชิงเปรียบเทียบ เรื่องการยืนหยัดเพื่อประชาธิปไตย

มีหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งครับ ได้เขียนวิเคราะห์เปรียบเทียบถึงประวัติของนางออง ซาน ซูจี และนายกฯอภิสิทธิ์ไว้อย่างน่าสนใจ เค้าหยิบยกถึงการศึกษาของทั้งสองคนนี้ ทำให้ผมได้รู้ว่า เค้าทั้งคู่จบมาจากคณะเดียวกัน คือ ปรัชญา การเมืองและเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยเดียวกัน ว่ากันว่า คณะนี้เดิมเป็นคณะที่ประเทศอังกฤษใช้ผลิตนักการเมืองเพื่อมาพัฒนาชาติของตนเอง แม้จะจบมาจากที่เดียวกันแต่ก็ยังคนละรุ่น ในด้านพื้นฐานทางครอบครัวนั้น ทั้งคู่มีพ่อซึ่งเป็นผู้อยู่ในแวดวงการเมืองเช่นกัน หากแตนางออง ซาน ซูจี ต้องเผชิญกับวิกฤตในชีวิตมากกว่า (ถ้าสนใจลองไปหาประวัติทั้งคู่อ่านดูนะครับ) สิ่งที่ผู้เขียนได้วิเคราะห์ก็คือว่า ในวันนี้ นางออง ซาน ซูจี เรียกร้องให้ปล่อยตัวนักโทษการเมือง แต่กลับกัน นายกฯอภิสิทธิ์ กลับทำในสิ่งตรงกันข้าม นอกจากบทความนี้ ก็ยังมีอีกหลายบทความที่มีมุมมองไปในทางเดียวกัน

เมื่อนั่งๆคิดดูแล้ว ผมคนนึงเป็นคนที่เชื่อมัั่นในหลักคิดของนายกฯท่านนี้ และรู้สึกไว้วางใจในนโยบายของท่านนายกฯคนนี้ หากแต่ไม่เชื่อมั่นในหลักปฏิบัติและกลไกที่ดำเนินอยู่ในปัจจุบัน จริงอยู่ว่า การได้มาซึ่งบางสิ่ง เราอาจต้องแลกกับบางสิ่ง(ซึ่งขัดกับหลักประชาธิปไตย) แต่ประชาธิปไตยไม่ใช่เกิดจากปากพูด ประชาธิปไตยเกิดจากการกระทำเท่านั้น มิเช่นนั้นก็จะกลายเป็น ปากว่าตาขยิบ เกิดบรรทัดฐานที่ไม่ดีในสังคม และนั่นเป็นเหตุให้ประชาธิปไตยของเราก้าวไปไม่ถึงไหนซะที

ประชาธิปไตยต้องใช้เวลา ต้องผ่านร้อนผ่านหนาว ต้องล้มแล้วลุก ผมเข้าใจดีครับ แต่พอหันมองเพื่อนบ้านข้างๆเรา(พม่า จริงๆในบ้านก็มี ฮ่าๆ) ก็อดคิดไม่ได้ว่า เราจะนำหน้าได้ไกลซักแค่ไหน ในเมื่อประชาธิปไตยไม่เพียงแค่ต้องการการเรียนรู้ แต่ประชาธิปไตยยังต้องการตัวอย่างที่ดี แม้จะจริงอยู่ว่า เรามีการสอนประชาธิปไตย เรามีการสื่อประชาธิปไตย แต่โดยแท้จริงแล้ว ประชาชนไทยกี่คนที่จะได้รับสิ่งนั้น จากข้อมูลสถิติพบว่า ประชาชนประมาณ 20 ล้านคนอาศัยอยู่ในเขตเทศบาล(ตัวเมืองอำเภอ ตำบล) แต่น่าตกใจว่าอีกกว่า 40 ล้านคน อยู่นอกเขตเทศบาลที่ๆทรัพยากรของรัฐ เทคโนโลยีและการบริหารจัดการ ยังเข้าไปไม่ถึงอย่างเต็มที่ แล้วจะส่งผ่านประชาธิปไตยไปถึงได้อย่างไร ในทางกลับกัน ประเทศพม่า แม้อาจด้อยพัฒนากว่าเราหลายเท่า หากแต่เค้ามีบุคคลประชาธิปไตย ผู้ซึ่งจะเป็นเสาหลักของประชาธิปไตย ผู้ซึ่งแสดงออกถึงประชาธิปไตยอย่างแท้จริงและยืนหยัดเพื่อประชาธิปไตยอย่างไม่ลดละ มีหลายคนที่วิพากษ์วิจารณ์นางว่า นางแข็งจนเกินไป แต่ส่วนตัวผมกลับคิดว่า นั่นแหละครับคือจุดแข็ง ถ้าเค้าไม่ยืนหยัด ถ้าเค้าโอนอ่อนผ่อนตาม ผมเชื่อว่า สุดท้ายคนจะเสื่อมศรัทธาและประชาธิปไตยในพม่าก็สูญสลายในที่สุด และสิ่งที่นางออง ซาน ซูจี ทำนั่นล่ะครับ คือต้นฉบับให้ประชาชนพม่าทำตาม และนั่นคือกระบวนการเรียนรู้ประชาธิปไตยที่ดีที่สุดในความคิดของผม นอกจากนี้ ยังมีประโยคนึงที่ทำให้ผมรู้สึกศรัทธาในตัวเค้ามากยิ่งขึ้นคือ "จะให้ฉันพูดอย่างเต็มปากได้อย่างไรว่า ฉันอิสระแล้ว ในเมื่อประชาชนของฉันยังถูกกักขัง"

ย้อนกลับมาที่ประเทศไทยครับ ใครกันล่ะคือ บุคคลประชาธิปไตย แม้เราจะเป็นประเทศที่ถูกเรียกว่าประชาธิปไตย ต้องถามว่าคุณภาพ เป็นอย่างไร หรือเพียงแค่ได้ชือว่า เป็นประชาธิปไตย อาจไม่ต้องมองไปไหนไกลครับ เอาแค่คนรอบตัวเรา เรายอมรับในความคิดเห็นที่แตกต่างได้มากน้อยแค่ไหน เรารู้จักคำว่า อภิปราย กันมากน้อยแค่ไหน เราใช้มันเป็นหรือไม่ จากที่ผมได้พบเจอมาในหลายๆครั้ง พบว่า บางครั้งที่มีการอภิปรายหรือถกเถียงกัน คนที่คิดต่างมักถูกมองเป็นฝ่ายตรงข้ามเสมอหรือบางครั้งอาจเรียกว่า เป็นศัตรูเลยทีเดียว ผมเชื่อว่า ประชาธิปไตยไม่ใช่แค่ขาวกับดำ ซ้ายกับขวา แต่ประชาธิปไตยยอมรับในความหลายหลาย และนั่นคือความสวยงามของมัน ผมเคยคุยเรื่องการเมืองกับคนๆนึง ผมวิพากษ์วิจารณ์นายก(ทั้งที่ส่วนตัวแล้ว ผมเชื่อมั่นหลักคิดเค้ามากๆ ผมเพียงแต่พูดถึงการปฏิบัติในบางเรื่อง) สุดท้ายแล้ว เค้าสรุปว่า ผมเป็นเสื้อแดง ผมถูกแบ่งข้างโดยปริยาย นั่นคือสิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกว่า ประชาธิปไตย อย่างเข้าไม่ถึงคนไทยจริงๆ

สุดท้ายครับ ผมหวังว่า วันนึงจะมีบุคคลซึ่งจะเป็นต้นแบบประชาธิปไตยให้กับคนไทย เพราะผมเชื่อว่า สิ่งนี้เท่านั้นที่จะส่งผ่านประชาธิปไตย ไปถึงคนอีกกว่า 40 ล้านคนได้อย่างแท้จริง และผมขอยอมรับว่า ครั้งหนึ่งผมเคยหลงไหลในคอมมิวนิสต์และเผด็จการ แต่วันนี้ ผมได้เรียนรู้อะไรบางอย่างจนทำให้ผมหันกลับมาอยู่ที่จุดประชาธิปไตยเหมือนเดิม ผมเคยได้ยินประโยคนึงซึ่งผมชอบมาก เค้ากล่าวว่า ในที่สุดประชาธิปไตยก็ไม่ใช่ระบอบที่จะทำให้เราได้ผู้นำที่ดีที่สุด แต่อย่างน้อย เราก็ยังได้มีโอกาส เลือก.

ไม่มีความคิดเห็น: