วันอาทิตย์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ครบรอบ 1 ปี

หลังจากทำงานมาได้ 1 ปีเต็ม ทำให้ได้รู้ว่า ประสบการณ์ เป็นสิ่งสำคัญมากต่อการทำงานใดๆก็ตาม แต่ในขณะเดียวกันนั้น ประสบการณ์ที่ปราศจากซึ่งความรู้นั้นก็เป็นความเสียหายต่อการทำงานได้มากเช่นกัน การนำความรู้หรือทฤษฎีมาใช้การทำงานนั้นถือเป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิศวกร ผมมองเห็นว่า สิ่งที่วิศวกรต่างจากช่างก็คือ การคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ รวมถึงการประยุกต์ใช้ทฤษฎีได้อย่างเหมาะสม แต่การนำทฤษฎีมาใช้ ก็จำเป็นต้องเข้าใจอย่างถ่องแท้ด้วยเช่นกัน บางคนอาจยึดติดในรูปแบบของทฤษฎี จนละเลยถึงแก่นของทฤษฎีไป และก็เช่นกัน ทฤษฎีทุกอย่าง ล้วนมีข้อจำกัด สามารถใช้ได้โดยมีเงื่อนไข ซึ่งเราจำเป็นต้องศึกษาให้ถ่องแท้เช่นกัน ผมเชื่อว่า หากเรารู้ถึงแก่นและข้อจำกัดของทฤษฎีใดแล้ว เราจะสามารถประยุกต์ใช้มันได้ไม่จำกัด แต่หลายคนก็ยังคงยึดติดกับรูปแบบโดยปราศจากการศึกษาอย่างถ่องแท้ แล้วท้ายที่สุดก็โยนความผิดให้ทฤษฎีเป็นจำเลย ในประเทศที่พัฒนาแล้ว มักใช้ทฤษฎีเป็นพื้นฐานของการวางแผนสิ่งต่างๆทั้งสิ้น
ชีวิตการทำงานนั้น ผมเชื่อว่า ใช้ความรู้ไม่ถึงครึ่งของการเรียนมหาวิทยาลัย แต่ก็มีความจำเป็น และแน่นอนการแก้ปัญหาก็ต่างออกไปจากโจทย์ในมหาวิทยาลัยเช่นกัน ปัญหาของการเรียนคือ จะแก้โจทย์ได้อย่างไร แต่ในขณะที่ปัญหาในการทำงานคือ จะตั้งโจทย์ ได้อย่างไร และโจทย์ที่ดีนั้นควรเป็นอย่างไร สำหรับผมแล้ว ผมเชื่อว่า การตั้งโจทย์ที่ยาก แต่มีวิธีแก้ปัญหาง่ายๆ คือสิ่งสุดยอดอย่างหนึ่ง
ผมเคยได้อ่านเรื่องราวของอาจารย์วรภัทร ภู่เจริญ(เคยทำงานให้กับองค์การนาซ่า) ท่านเล่าว่า สมัยที่ท่านกลับมาประเทศไทย หลังจากเลิกทำงานกับนาซ่า ท่านก็ได้มาเป็นอาจารย์ในคณะวิศวฯ ที่จุฬาฯ สอนนิสิตภาคโยธา ซึ่งจะว่าไปแล้ว วิธีสอนของท่านก็แปลกพออยู่แล้ว กล่าวคือ ท่านพานิสิตออกไปสอนใต้ต้นไม้บ้าง ที่สุดยอดคือ พานักเรียนไปสอนที่สระว่ายน้ำ สอนไปดูสาวๆว่ายน้ำไป แต่ที่แปลกยิ่งไปกว่านั้นคือการสอบ โจทย์ของอาจารย์ในข้อสอบมีอยู่ว่า จงตั้งโจทย์ พร้อมเขียนคำตอบ อาจารย์กล่าวต่อไปว่า คำตอบส่วนใหญ่ที่อาจารย์ได้รับ ค่อนข้างน่าผิดหวังทีเดียว เพราะมักเจอกับลักษณะคำตอบประเภทว่า "ปั้นจั่นมีกี่ประเภท? บลา.....บลา" ทำให้ในคลาสนี้นิสิตเกรดตกกันเป็นแถวๆ ท้ายที่สุด อาจารย์ก็ไม่สามารถอยู่ที่นี่ต่อไปได้ ก็ต้องลาออกไปในที่สุด
ผมทำงานอยู่กับบริษัทญี่ปุ่นครับ ได้เห็นและเรียนรู้ถึงวิธีคิดและวิธีการทำงานอยู่บ้าง ผมเชื่อว่า
คนญี่ปุ่นไม่ได้เก่งไปกว่าคนไทยเลย เพียงแต่ความเข้มข้นต่างกัน คนญี่ปุ่นนั้นทำงานเข้มข้นมาก เรียกได้ว่า ในเวลางาน 8 ชั่วโมง เขาทำจริงไม่ต่ำกว่า7ชั่วโมง แต่เราคนไทยไม่ได้เข้มข้นเช่นนั้น สมาธิของคนไทยสั้นกว่าคนญี่ปุ่นค่อนข้างมาก
คนญี่ปุ่นยึดมั่นในอุดมคติและมองหาอุปสรรคที่ขัดขวางการไปสู่อุดมคติ เพื่อที่จะกำจัดอุปสรรคออกไป แต่คนไทยมักมองอุดมคติและบอกว่า "โหย นั่นมันอุดมคติ เป็นไปไม่ได้หรอก" ทำให้ไม่เกิดการมุ่งสู่ความเป็นเลิศ
คนญี่ปุ่นมักจะสร้างทางเดินไว้ให้กับคนรุ่นหลัง คำนึงถึงคนรุ่นหลัง ด้วยการสร้างวิธีคิดและแบบปฏิบัติให้ชัดเจน ดังจะเห็นได้จากองค์ความรู้หรือแบบฟอร์มต่างๆที่มีลักษณะเป็นขั้นตอนๆ ส่วนคนไทย....
คนญี่ปุ่นใส่ใจรายละเอียดมากพอกับภาพใหญ่ เกาะติดทุกสถานการณ์ ถึงลูกถึงคน แต่คนไทยมักเป็นไฟไหม้ฟาง ประเด็นเกิดขึ้น พอนานๆไปก็จาง
คนญี่ปุ่นยึดมั่นในระเบียบมาก(เกินไปในบางครั้ง) แต่คนไทยเราอาจมีลัดขั้นตอนบ้างในบางครั้ง
จริงๆแล้วมีอีกหลายอย่าง ซึ่งเป็นสิ่งที่รู้กันทั่วไป จึงไม่ได้กล่าวถึงในที่นี้
แต่ผมคิดว่า คนญี่ปุ่นตัดสินใจช้ามาก และยึดติดในรูปแบบมากเกินไป แต่สิ่งที่เติมเต็มสิ่งเหล่านี้ก็คือ ความจริงจัง จึงทำให้แม้ว่า เขาตัดสินใจช้ากว่าเรา 1.5เท่า แต่ทำงานเยอะกว่า 2เท่า สุดท้ายผลลัพธ์ก็เยอะกว่าอยู่ดี
อย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงมุมมองของผมเท่านั้น ยังคงมีอีกหลายมุมมองที่ผมอาจยังไปไม่ถึงหรือมองข้ามไป หากแต่เป็นการแบ่งปันประสบการณ์ ตามแนวคิดของสังคมยุคใหม่ก็เท่านั้นเอง