วันอังคารที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

National Management

National Management


หลังจากที่ไม่ได้เขียนบล็อกมานานแสนนาน วันนี้ก็ถือเป็นฤกษ์งามยามดีที่มีความตั้งใจกลับมารื้อฟื้นมันขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งและอยากจพเขียนอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง ความตั้งใจในครั้งนี้ก็เพื่อแบ่งปันประสบการณ์และแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ในโลกที่สังคมยุคใหม่กำลังเกิดขึ้น คำว่า Caring และ Sharing กำลังก้าวเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ดังจะเห็นได้ในสังคมออนไลน์ทั่วไป


เมื่อไม่กี่วันมานี้ครับ ผมได้มีโอกาสที่ดีและน่าจดจำครั้งหนึ่งในชีวิตที่ได้เข้าร่วมฟังปาฐกถาโดย อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา บิล คลินตัน ที่ทำเนียบรัฐบาล สถานที่สำหรับอำนาจฝ่ายบริหารของประเทศไทย ต้องยอมรับครับว่า สถานที่แห่งนี้โอ่อ่าอลังการพอดูเลยทีเดียวครับ บุคคลที่เข้าร่วมก็เป็นถึงบุคคลระดับวีไอพี มีตั้งแต่ระดับเอกอัครราชทูตประจำประเทศต่างๆ รัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ ไปจนถึงนักศึกษากลุ่มเล็กๆ รวมๆแล้วแขกของวันนี้มีจำนวนไม่มากครับ ไม่น่าจะเกินห้าร้อยคน หัวข้อของวันนี้จะกล่าวถึง แนวทางในการพัฒนาสิ่งแวดล้อมโลกครับ ยอมรับเลยว่า ตอนฟังก็ฟังออกบ้างไม่ออกบ้าง แต่ก็พอจับใจความได้ครับ อย่างไรก็ตามครับ ที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นเพียงการเล่าถึงบรรยากาศให้ฟังคร่าวๆก่อน เพื่อจะได้เข้าถึงเนื้อหาที่ไม่น่ารื่นรมย์เท่าไหร่นักได้ดียิ่งขึ้น


แน่นอนครับ จะเห็นว่าผมได้เน้นย้ำถึงคำว่า ฝ่ายบริหารของประเทศไทย นั่นล่ะครับคือคีย์เวิร์ดสำคัญ เกิดอะไรขึ้นกับคำๆนี้ครับ เริ่มต้นตั้งแต่รถที่ผมนั่งอยู่ขับเคลื่อนเข้าสู่ทำเนียบรัฐบาล มีเจ้าหน้าที่ตำรวจมากมายครับ ตามประสาคนไม่เคยขับเข้าไปในงานแบบนี้ เราไม่รู้เลยว่า จะต้องขับไปทางไหน จอดรถบริเวณไหน รู้แต่ว่า ได้จอดรถบ่อยมาก เพื่อถามคำถามกับเจ้าหน้าที่ว่า จอดรถได้ที่ไหน หลังจากได้ที่จอดเสร็จสรรพ เราก็ลงจากรถกัน เดินไปเพื่อเข้างาน เยี่ยมครับ มีเจ้าหน้าที่มาให้การต้อนรับเป็นอย่างดี พาเราไปถึงจุดลงทะเบียน โดยให้นำบัตรเข้างานมาแสดง(บัตรเข้างานมีเลขที่กำกับอยู่) ซึ่งการลงทะเบียนจะถูกแบ่งตามเลขที่บนบัตรเข้างาน ซึ่งก่อนหน้านี้จะถูกส่งชื่อมาให้ก่อนล่วงหน้าแล้ว ฟังดูดีที่มีการแบ่งเลขเพื่อให้กระจายคนออกไป แต่สิ่งผมพบคือ มีแขกยืนออกันอยู่ที่บู้ทนึง ในขณะที่ที่บู้ทหมายเลขของผมไม่มีคน ผมก็ยื่นบัตรให้เจ้าหน้าที่ หลังจากนั้นเค้าก็ยื่นคืนมา และบอกให้ผมช่วยไปลงทะเบียนที่บู้ทที่คนเยอะๆ(ขนาดว่าส่งชื่อมาล่วงหน้าแล้ว) ผมก็ไปยืนรออยู่ซักพัก เพื่อให้ได้บัตรอีกใบหนึ่งมา ที่เขียนเลขกำกับไว้ว่า R01 ซึ่งมันเป็นเลขที่นั่งครับ ไม่เข้าใจว่าจะทำให้ซ้ำซ้อนทำไม ในเมื่อบัตรเข้างานก็มีเลขกำกับอยู่แล้ว แต่ไม่เป็นไรครับ เราก็เดินเข้าไปในงาน ซึ่งมีของว่างอย่างดีให้ทาน ตามกำหนดการ ในเวลา 20.30 งานจะเริ่มขึ้น พอใกล้ๆเวลา เจ้าหน้าที่ก็มาเชิญให้ทุกคนเข้าไปในห้องประชุม กว่าทุกคนจะเข้าห้องประชุมครับ เชิญแล้วเชิญอีก ไม่ต่างกับตอนเด็กๆเลยครับที่ครูมาเกณฑ์เราเข้าแถว ผมกับเพื่อนก็เดินเข้าไปในห้องประชุมและเดินไปที่นั่ง R01 ตามบัตร ปรากฏว่า มีคนนั่งอยู่แล้ว เราก็เลยไปบอกเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่ก็จัดแจงเดินไปถามคนที่นั่งอยู่ด้วยความสุภาพ ว่าขอดูบัตรหน่อยค่ะ ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็งงเป็นไก่ตาแตก เพราะเลขมันซ้ำกันและเวลาเริ่มงานก็สายมามากแล้ว เจ้าหน้าที่ท่านนั้นก็หายไปซักพักปล่อยผมและเพื่อนๆยืนรออยู่เกือบสิบนาที เพื่อเดินกลับมาบอกว่า รอสักครู่นะคะ กำลังดูให้อยู่ค่ะ หลังจากนั้น เค้าก็เดินกลับมาใหม่ พยายามจัดแจงย้ายที่นั่งคนนู้นคนนี้ เพื่อที่จะให้ผมและเพื่อนได้นั่งติดๆกัน ด้วยความที่เพื่อนผมเห็นถึงความยุ่งยากและมองเห็นที่นั่งแถวนึงซึ่งยังพอว่างอยู่ เลยถามเจ้าหน้าที่ว่า งั้นไปนั่งตรงนั้นได้มั้ยครับ เจ้าหน้าที่ก็บอกว่าได้ครับ เอ่า!! สาาดดด แล้วไม่ให้กุไปนั่งตั้งนานแล้ว ในเมื่อไม่ได้มีอะไร ผมด่าอยู่ในใจ ปัญหานี้เกิดขึ้นกับหลายคนในห้องประชุมครับ ผมเกิดความสงสัยขึ้นทันทีว่า มีแขกอยู่ไม่กี่คน แต่มีเจ้าหน้าที่เกือบร้อย(ประมาณด้วยสายตา) มันยากตรงไหนวะที่จะจัดให้คนนั่ง แล้วมันจะเขียนตัวเลขที่นั่งบนบัตรอีกใบทำพระแสงอะไร พอได้ที่นั่ง เราก็นั่งรอครับ เวลาเริ่มล่วงเลย หลังจากนั้น รัฐมนตรีเริ่มทยอยมาตามเวลาในประเทศไทย (เวลาสาย) กว่าจะมากันครบก็เกือบสามทุ่มล่ะครับ ฟังเพลงโฆษณาของสปอนเซอร์งานซะจนเก็บไปฝัน เพราะฉะนั้นการมาสายถือเป็นเรื่องปกติ และอาจดูเท่ด้วยซ้ำ เพราะเหมือนรัฐมนตรี!!

ที่กล่าวมานี่ก็คือว่า ขนาดในสถานที่ทำงานของฝ่ายบริหารของประเทศไทย ยังมีการบริหารจัดการงานเล็กๆได้แบบนี้ ก็ไม่ต้องคิดให้มันมากเลยครับว่า มันจะบริหารประเทศกันยังไง ถึงแม้ว่างานนี้รัฐมนตรีหรือนายกฯไม่ได้ลงมือจัดงานเองก็ตามครับ ก็เหมือนกับวัดแหละครับ แม้พระจะไม่ได้ทำผิดศีล แต่มัคทายกทำผิดศีลในวัดได้ แล้วใครจะศรัทธา ในเมื่อสถานที่ที่ใกล้มือประมุขฝ่ายบริหารที่สุดยังมีกระบวนการทำงานแบบนี้ แล้วส่วนที่อยู่ไกลๆล่ะครับ


วันนี้ประเทศนี้ยังเป็นประเทศที่มีการบริหารจัดการที่แย่ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม สุดท้ายแล้วก็จะพบว่าเป็นเพราะเราบริหารจัดการไม่ดี วิธีการทำงานยังคงสักแต่ว่าทำ แค่เรียกว่า ได้ทำ ก็เพียงพอแล้ว เช่น หากกำหนดให้มีหลักสูตรที่ต้องสอนจริยธรรม เราก็สักแต่ว่าสอนจริยธรรม แต่เราไม่เคยทำให้ซึม แล้วจะสอนไปเพื่ออะไร ทุกวันนี้ก็ยิ่งเห็นได้ชัดถึงความเสื่อมทรามของสังคม ซึ่งก็คือผลนั่นแหละครับเราไม่ได้คิดเลยว่า มันมีประสิทธิผลมากน้อยแค่ไหน เราเรียนรู้ระบบกันมามากมาย การบริหารจัดการต้องมีดัชนีชี้วัดอะไรต่างๆนานา แล้วสุดท้ายล่ะครับ ตั้งแต่ความถูกต้องของตัวชี้วัด ไปจนกระทั่ง พอดัชนีออกมาไม่ดีก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่มีการปรับปรุงพัฒนาใดๆ ทำอะไรเฉพาะผิวหน้า ถ้ามองดีๆตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งกลับบ้าน เราก็คงจะพบอะไรรอบๆตัวเราที่มันสักแต่ว่าทำเยอะแยะไปหมด ถ้าจะให้พูดคงจะยาวมากมาย และยิ่งทำให้รู้สึกถึงความสิ้นเปลืองเงินเพราะว่ามันไม่ได้ประโยชน์อะไร แล้วก็จบลงที่คำว่า แล้วทำไปทำไมวะ


ผมโชคดีครับที่ได้เคยปรึกษาปัญหางานกับชาวญี่ปุ่น(ที่บริษัท) แม้มันจะเป็นบทสนทนาสั้นๆ แต่ผมรู้ได้ว่า สิ่งที่เค้าพูดออกมาทั้งหมด เค้าต้องการให้ผมมุ่งไปที่ต้นตอของปัญหา ทำยังไงก็ได้ให้รู้ถึงปัญหาที่แท้จริงแล้วจัดการมันซะ ในขณะที่ผมพยายามเสนอวิธีการเดิมๆที่ค่อนข้างจะเป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าซะมากกว่า เค้าไม่สนใจในวิธีการของผมเลยแม้แต่นิดเดียว และนี่อาจจะเป็นวิธีคิดของคนในประเทศนี้ก็เป็นได้ เค้าจึงก้าวไปได้ไกลกว่าเรามากเหลือเกิน


ถ้าผมไม่ขี้เกียจหรือหมดไฟซะก่อน ผมคิดว่า อยากจะเขียนเรื่อง สักแต่ว่าทำ โดยรวบรวมสิ่งที่เห็นทุกๆวันมาเขียนครับ

1 ความคิดเห็น:

dolce กล่าวว่า...

ดีใจกับการกลับมาของคุณ