วันอาทิตย์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ครบรอบ 1 ปี

หลังจากทำงานมาได้ 1 ปีเต็ม ทำให้ได้รู้ว่า ประสบการณ์ เป็นสิ่งสำคัญมากต่อการทำงานใดๆก็ตาม แต่ในขณะเดียวกันนั้น ประสบการณ์ที่ปราศจากซึ่งความรู้นั้นก็เป็นความเสียหายต่อการทำงานได้มากเช่นกัน การนำความรู้หรือทฤษฎีมาใช้การทำงานนั้นถือเป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิศวกร ผมมองเห็นว่า สิ่งที่วิศวกรต่างจากช่างก็คือ การคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ รวมถึงการประยุกต์ใช้ทฤษฎีได้อย่างเหมาะสม แต่การนำทฤษฎีมาใช้ ก็จำเป็นต้องเข้าใจอย่างถ่องแท้ด้วยเช่นกัน บางคนอาจยึดติดในรูปแบบของทฤษฎี จนละเลยถึงแก่นของทฤษฎีไป และก็เช่นกัน ทฤษฎีทุกอย่าง ล้วนมีข้อจำกัด สามารถใช้ได้โดยมีเงื่อนไข ซึ่งเราจำเป็นต้องศึกษาให้ถ่องแท้เช่นกัน ผมเชื่อว่า หากเรารู้ถึงแก่นและข้อจำกัดของทฤษฎีใดแล้ว เราจะสามารถประยุกต์ใช้มันได้ไม่จำกัด แต่หลายคนก็ยังคงยึดติดกับรูปแบบโดยปราศจากการศึกษาอย่างถ่องแท้ แล้วท้ายที่สุดก็โยนความผิดให้ทฤษฎีเป็นจำเลย ในประเทศที่พัฒนาแล้ว มักใช้ทฤษฎีเป็นพื้นฐานของการวางแผนสิ่งต่างๆทั้งสิ้น
ชีวิตการทำงานนั้น ผมเชื่อว่า ใช้ความรู้ไม่ถึงครึ่งของการเรียนมหาวิทยาลัย แต่ก็มีความจำเป็น และแน่นอนการแก้ปัญหาก็ต่างออกไปจากโจทย์ในมหาวิทยาลัยเช่นกัน ปัญหาของการเรียนคือ จะแก้โจทย์ได้อย่างไร แต่ในขณะที่ปัญหาในการทำงานคือ จะตั้งโจทย์ ได้อย่างไร และโจทย์ที่ดีนั้นควรเป็นอย่างไร สำหรับผมแล้ว ผมเชื่อว่า การตั้งโจทย์ที่ยาก แต่มีวิธีแก้ปัญหาง่ายๆ คือสิ่งสุดยอดอย่างหนึ่ง
ผมเคยได้อ่านเรื่องราวของอาจารย์วรภัทร ภู่เจริญ(เคยทำงานให้กับองค์การนาซ่า) ท่านเล่าว่า สมัยที่ท่านกลับมาประเทศไทย หลังจากเลิกทำงานกับนาซ่า ท่านก็ได้มาเป็นอาจารย์ในคณะวิศวฯ ที่จุฬาฯ สอนนิสิตภาคโยธา ซึ่งจะว่าไปแล้ว วิธีสอนของท่านก็แปลกพออยู่แล้ว กล่าวคือ ท่านพานิสิตออกไปสอนใต้ต้นไม้บ้าง ที่สุดยอดคือ พานักเรียนไปสอนที่สระว่ายน้ำ สอนไปดูสาวๆว่ายน้ำไป แต่ที่แปลกยิ่งไปกว่านั้นคือการสอบ โจทย์ของอาจารย์ในข้อสอบมีอยู่ว่า จงตั้งโจทย์ พร้อมเขียนคำตอบ อาจารย์กล่าวต่อไปว่า คำตอบส่วนใหญ่ที่อาจารย์ได้รับ ค่อนข้างน่าผิดหวังทีเดียว เพราะมักเจอกับลักษณะคำตอบประเภทว่า "ปั้นจั่นมีกี่ประเภท? บลา.....บลา" ทำให้ในคลาสนี้นิสิตเกรดตกกันเป็นแถวๆ ท้ายที่สุด อาจารย์ก็ไม่สามารถอยู่ที่นี่ต่อไปได้ ก็ต้องลาออกไปในที่สุด
ผมทำงานอยู่กับบริษัทญี่ปุ่นครับ ได้เห็นและเรียนรู้ถึงวิธีคิดและวิธีการทำงานอยู่บ้าง ผมเชื่อว่า
คนญี่ปุ่นไม่ได้เก่งไปกว่าคนไทยเลย เพียงแต่ความเข้มข้นต่างกัน คนญี่ปุ่นนั้นทำงานเข้มข้นมาก เรียกได้ว่า ในเวลางาน 8 ชั่วโมง เขาทำจริงไม่ต่ำกว่า7ชั่วโมง แต่เราคนไทยไม่ได้เข้มข้นเช่นนั้น สมาธิของคนไทยสั้นกว่าคนญี่ปุ่นค่อนข้างมาก
คนญี่ปุ่นยึดมั่นในอุดมคติและมองหาอุปสรรคที่ขัดขวางการไปสู่อุดมคติ เพื่อที่จะกำจัดอุปสรรคออกไป แต่คนไทยมักมองอุดมคติและบอกว่า "โหย นั่นมันอุดมคติ เป็นไปไม่ได้หรอก" ทำให้ไม่เกิดการมุ่งสู่ความเป็นเลิศ
คนญี่ปุ่นมักจะสร้างทางเดินไว้ให้กับคนรุ่นหลัง คำนึงถึงคนรุ่นหลัง ด้วยการสร้างวิธีคิดและแบบปฏิบัติให้ชัดเจน ดังจะเห็นได้จากองค์ความรู้หรือแบบฟอร์มต่างๆที่มีลักษณะเป็นขั้นตอนๆ ส่วนคนไทย....
คนญี่ปุ่นใส่ใจรายละเอียดมากพอกับภาพใหญ่ เกาะติดทุกสถานการณ์ ถึงลูกถึงคน แต่คนไทยมักเป็นไฟไหม้ฟาง ประเด็นเกิดขึ้น พอนานๆไปก็จาง
คนญี่ปุ่นยึดมั่นในระเบียบมาก(เกินไปในบางครั้ง) แต่คนไทยเราอาจมีลัดขั้นตอนบ้างในบางครั้ง
จริงๆแล้วมีอีกหลายอย่าง ซึ่งเป็นสิ่งที่รู้กันทั่วไป จึงไม่ได้กล่าวถึงในที่นี้
แต่ผมคิดว่า คนญี่ปุ่นตัดสินใจช้ามาก และยึดติดในรูปแบบมากเกินไป แต่สิ่งที่เติมเต็มสิ่งเหล่านี้ก็คือ ความจริงจัง จึงทำให้แม้ว่า เขาตัดสินใจช้ากว่าเรา 1.5เท่า แต่ทำงานเยอะกว่า 2เท่า สุดท้ายผลลัพธ์ก็เยอะกว่าอยู่ดี
อย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงมุมมองของผมเท่านั้น ยังคงมีอีกหลายมุมมองที่ผมอาจยังไปไม่ถึงหรือมองข้ามไป หากแต่เป็นการแบ่งปันประสบการณ์ ตามแนวคิดของสังคมยุคใหม่ก็เท่านั้นเอง

วันเสาร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

เล่าเรื่อง กรีก-โรมัน ในสายตาของผม

อาณาจักรกรีก-โรมันนั้น เป็นอาณาจักรโบราณที่คนในยุคปัจจุบันน้อยคนนักที่จะไม่รู้จัก อาจเป็นเพราะการรับรู้จากสื่อภาพยนตร์หรือจากเรื่องราวตำนานต่างๆก็ตาม อาณาจักรกรีกนั้นเกิดขึ้นในยุคคลาสสิค ซึ่งในปัจจุบันคือกรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซนั่นเอง ส่วนอาณาจักรโรมันเกิดขึ้นหลังจากอาณาจักรกรีกล่มสลาย ซึ่งถูกจัดอยู่ในยุคMedieval ในปัจจุบันก็คือกรุงโรม ประเทศอิตาลี

ครั้งหนึ่งผมได้เคยเดินทางไปท่องเที่ยวในประเทศกรีซและอิตาลี ซึ่งเป็นที่ตั้งของอาณาจักรทั้งสองในครั้งอดีต เมื่อได้เห็นกับตาก็ไม่อาจปฏิเสธได้ครับว่า มันยิ่งใหญ่จริงๆ ไม่รู้สึกแปลกใจในประวัติศาสตร์เลยว่า ทั้งสองเป็นอาณาจักรที่รุ่งเรือง ซึ่งพบเห็นได้จากสิ่งปลูกสร้างที่เป็นโบราณสถานที่ยังคงหลงเหลืออยู่ โบราณสถานเหล่านั้น มีความหรูหราอลังการในด้านของสถาปัตยกรรมและความยิ่งใหญ่ น่ามหัศจจรย์ในด้านของวิศวกรรม ยกตัวอย่างเช่น วิหารพาเธนอนที่มีความสวยงามในเชิงการออกแบบซึ่งอาศัยหลักการทางคณิตศาสตร์เข้ามาช่วยในการออกแบบ การวัดและชิ้นส่วนต่างๆของวิหารมีความแม่นยำอย่างน่าเหลือเชื่อ
โคโลเซียม ที่แสดงถึง ความสามารถทางวิศวกรรมชั้นยอดในยุคนั้น ในการสร้างโครงสร้างสนามกีฬาที่สามารถจุผู้คนได้เป็นหมื่นๆคน สิ่งที่น่าตกใจคือสิ่งก่อสร้างเหล่านั้นสร้างขึ้นเมื่อกว่าสองพันปีที่แล้ว

เกิดคำถามขึ้นว่า ในอดีตนั้น เค้าสร้างสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาได้อย่างไร เป็นสิ่งที่ผมอยากจะค้นหาคำตอบ และสิ่งหนึ่งที่พบได้คือ ผมสังเกตเห็นทั่วทั้งเมือง มักจะมีรูปปั้นของบุคคลต่างๆ เป็นใครต่อใครก็ไม่รู้ แต่ที่น่าสนใจคือ รูปปั้นบุคคลเหล่านั้นมักจะมีปากกาหรือกระดาษหรือหนังสืออะไรสักอย่างในมือ ในขณะที่ผมสังเกตเห็นนั้น ผมก็ยังไม่รู้ว่าเค้าเหล่านั้นเป็นใคร ทำอะไร เพราะอะไรจึงต้องมีรูปปั้น แต่ดูๆแล้วเค้าน่าจะมีความรู้ทีเดียว
หลังจากนั้น ผมได้กลับมาศึกษาเพิ่มเติม และพบว่า เค้าเหล่านั้นคือ ปราชญ์ ครับ


ในอดีตนั้นปราชญ์ที่มีชื่อเสียงในแถบตะวันตก ก็คงหนีไม่พ้นชื่อเหล่านี้ครับ พีธากอรัส โสเครติส เพลโต อริสโตเติล หลายคนคงจะพอรู้จักชื่ออยู่บ้าง เค้าเหล่านี้ถูกเรียกว่า Philosopherหรือนักปรัชญา เมื่อมองทะลุไปถึงคำว่า ปรัชญา ปรัชญานั้นเป็นเรื่องของการค้นหาคำตอบโดยใช้เหตุและผลเป็นหลักครับ(อ่านจาก Wikipedia) พอผมได้รู้ ก็นึกย้อนกลับไปถึงสมัยเรียนวิชาสุนทรียศาสตร์ในมหาวิทยาลัย สุนทรียศาสตร์ก็ถือปรัชญาแขนงหนึ่ง ตอนนั้นที่ผมเรียน อาจารย์จะตั้งโจทย์ขึ้นมาว่า ศิลปะคืออะไร จากนั้นก็ให้นิสิตในห้องถกเถียงกันผ่านอาจารย์เป็นคนกลาง อาจารย์ไม่เคยบอกว่าใครให้เหตุผลถูกหรือผิด นอกจากนี้ อาจารย์ก็จะเสริมด้วยการนิยามจากบุคคลต่างๆในอดีตว่า เค้าให้เหตุผลอย่างไร ในตอนนั้น ผมซึ่งเรียนในด้านทางสายวิทย์มาตลอด พอมาเจออะไรแบบนี้ค่อนข้างขัดใจครับ เพราะวิศวกรรมศาสตร์หาคำตอบชัดเจนได้ด้วยตัวเลข แต่สิ่งนี้กลับเป็นการถกเถียงกันอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ผมขอยกตัวอย่างโจทย์ง่ายๆที่อาจารย์ได้ยกขึ้นมา "ถ้าอาจารย์เฉลิมชัย โฆสิตพิพัฒน์ สะบัดภู่กันลงผืนกระดาษ และบอกว่านี่เป็นศิลปะ ในทางกลับกัน ถ้าผมเองเป็นคนทำบ้าง มันจะเป็นงานศิลปะหรือไม่ แล้วสุดท้าย ศิลปะคืออะไร"

ในวันนี้ผมได้รู้แล้วว่า ทำไมต้องศึกษาวิชาปรัชญา มันทำให้ผมเปิดกว้างและเปิดใจว่า ความคิดคนนั้นหลากหลายจริงๆครับ แต่การถกเถียงกันในทางปรัชญานั้น จำเป็นต้องอยู่บนหลักของเหตุและผลหรือเรียกว่า เป็นเรื่องของการให้เหตุผล นั่นเอง และเข้าใจยิ่งขึ้นว่า มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดที่มีคณะปรัชญา การเมืองและเศรษฐศาสตร์ ซึ่งเป็นคณะที่ประเทศอังกฤษเปิดขึ้นเพื่อใช้สร้างคนเพื่อมาสร้างชาติ และนายกฯอภิสิทธิ์ก็ได้ร่ำเรียนมาในคณะนี้ด้วย จึงมีความสำคัญในการเมืองอย่างยิ่ง เพราะนโยบายหรือปัญหาระดับชาติต่างๆไม่ได้ถูกตัดสินกันด้วยตัวเลขแล้วจบ แต่กลับต้องถกเถียงกันอย่างไม่รู้จบ
ย้อนกลับไปสักนิดครับ ยังมีคำถามอีกว่า ทำไมกรีกหรือประเทศกรีซถึงเป็นต้นตำรับประชาธิปไตย ผมหาคำตอบนี้ด้วยตัวเองและสรุปว่า นักปราชญ์ชาวกรีกทั้งหลายที่ชื่อ พีธากอรัส โสเครติส เพลโต อริสโตเติล คนกลุ่มนี้เป็นอาจารย์และศิษย์กัน กล่าวคือโสเครติสเป็นอาจารย์เพลโต แต่เชื่อหรือไม่ว่าทั้งสองมีแนวคิดที่ต่างกัน รวมไปถึงเพลโตและอริสโตเติลด้วยเช่นกัน ศิษย์และอาจารย์สามารถถกเถียงกันได้โดยการตั้งคำถามใส่กัน ให้เหตุผลโต้แย้งต่อกัน มิใช่เพียงแค่อาจาย์พูดอะไรแล้วถูกต้องทุกอย่าง ซึ่งผมเชื่อว่า การอภิปราย การรับฟังความคิดเห็น บนพื้นฐานของเหตุและผล คือรากฐานหรือจุดกำเนิดของประชาธิปไตยอย่างแท้จริงครับ

นักปราชญ์กลุ่มนี้เป็นผู้วางรากฐานทางปรัชญาตะวันตก เช่น ปรัชญาการเมือง และยังเป็นรากฐานทางวิทยาศาสตร์อีกด้วย โดยเฉพาะอริสโตเติล ผู้ที่เชื่อในการสังเกตและทดลอง โดยส่วนใหญ่แล้วสัญลักษณ์ทางวิทยาศาสตร์ก็มักจะเป็นอักษรกรีกด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ พีธากอรัส ชื่อคุ้นหู ยังวางรากฐานทางคณิตศาสตร์ไว้อีกด้วย และถ้ามองให้ลึกลงไปให้สุดอีกนิด ก็น่าจะพบว่า ไม่ว่าศาสตร์ใดๆล้วนแล้วกำเนิดขึ้นโดยหลักปรัชญา ไม่เว้นแม้แต่วิทยาศาสตร์ที่ต้องตั้งสมมติฐาน ทดลองหรืออภิปรายกันด้วยเหตุและผล

ท้ายที่สุดแล้วครับ จากที่ผมได้กล่าวมาทั้งหมด สรุปได้แค่เพียงว่า "อาณาจักรที่จะรุ่งเรืองยิ่งใหญ่ได้ ต้องยกย่องเคารพ ปราชญ์ นะครับประเทศไทย"

วันอาทิตย์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2554

รถตู้ ทางด่วน รถเก๋ง

เมื่อพูดถึงอุบัติเหตุ ย่อมหนีไม่พ้นคำว่า ประมาท แต่ขึ้นอยู่กับใคร จะเป็นผู้ยอมรับในความประมาทของตนเอง เหตุการณ์รถตู้ถูกรถเก๋งชน จนมีผู้โดยสารตกจากทางด่วนเสียชีวิตหลายศพ เป็นเหตุการณ์ที่น่าสะเทือนใจเป็นอย่างมากต่อสังคมเพราะผู้ที่เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ ดังที่ทุกคนได้ทราบดีจากเนื้อหาข่าวที่นำเสนอ สิ่งที่เป็นผลตามมาจากเหตุการณ์นั้น ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจเช่นเดียวกัน กระแสสังคมได้ชี้นิ้วไปที่คนขับรถเก๋ง ซึ่งเป็นเยาวชนที่ไม่มีใบขับขี่ตามกฎหมาย ส่วนหนึ่งของกระแสนี้เป็นผลมาจากสังคมออนไลน์ที่ได้แพร่กระจายเรื่องราว ความไม่พอใจ ความเกลียดชัง ไปสู่ผู้คนอีกเป็นแสนๆคน สำหรับผู้ที่บริโภคข่าวสารอย่างมีวิจารณญาณก็คงเข้าใจในเรื่องราวต่างๆเป็นอย่างดี แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ที่รับข่าวสารตามกระแส โดยไม่ยั้งคิดก็มีจำนวนไม่น้อย ยิ่งโหมความผิดใส่เยาวชนที่ขับรถไปชนรถตู้อย่างรุนแรง สำหรับผมแล้ว ผมไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วเหตุเกิดจากอะไร จริงๆแล้วเยาวชนคนนั้นขับรถไปชนด้วยความประมาทหรือไม่ แต่ผมคิดว่า ในเมื่อผมไม่รู้ว่าเพราะอะไร ผมจะไม่กล่าวหาใดๆ

เรื่องราวเหล่านี้ การที่เราได้ชี้ความผิดไปที่คนขับรถเก๋ง วันนี้เค้าถูกตัดสินให้เป็นจำเลย หากแต่ในอีกด้านหนึ่ง ผมกลับมองเห็นจำเลยอีกอย่างน้อยสองคน ที่อาจโชคดีที่กระแสสังคมไม่ได้ชี้ไปถึง
1. มาตรฐานรถตู้ ผมเคยได้นั่งรถตู้หลายครั้ง ซึ่งช่วงหนึ่งในชีวิต ผมเป็นผู้โดยสารขาประจำของรถตู้ ซึ่งจะพบได้ว่า ความปลอดภัย หาได้น้อยเต็มที รถตู้ซึ่งแต่เดิมหลังจากออกจากโรงงานผลิต มันได้ถูกออกแบบให้บรรทุกคนได้ 3 ตอน หรือประมาณ เก้าคน ไม่รวมเบาะหน้า เมื่อกลายเป็นรถตู้โดยสาร มันได้ถูกดัดแปลงให้เป็น 4 ตอน บรรทุกคนได้ 12 คน (ผมเคยนั่งรถตู้แบบเก่า คันเล็กแล้วยังดัดแปลงอีก) ผมไม่ใช่วิศวกรยานยนต์ แต่ดูๆไปแล้ว มันผิดสเปคหรือไม่ การออกแบบช่วงล่างหรือเครื่องยนต์กลไกรองรับการใช้งานแบบนี้หรือไม่ ผมไม่รู้ แต่สิ่งที่ผมพบเจอ ซึ่งเหมือนกับซ้ำเติมปัญหา นั่นก็คือ คนขับรถตู้มักขับรถด้วยความเร็วไม่ต่ำ 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และบางครั้งยังขับผิดกฎจราจรอย่างรุนแรง ขับหวาดเสียวมาก หากเราเป็นคนขับรถ แล้วเจอรถตู้ ก็จะเห็นได้ชัดถึงพฤติกรรมการขับรถ สำหรับคนที่ขับรถญี่ปุ่นราคาระดับ ยาริสหรือซิตี้ ก็จะรู้สึกได้เมื่อขับด้วยความเร็วสูง ว่ารถอาจจะส่ายบ้าง แล้วรถตู้ที่สูงกว่า บรรทุกหนักกว่า ความด้วยความเร็วสูงมันจะหวาดเสียวแค่ไหน
รถตู้และคนขับรถตู้ ควรได้รับการตรวจเช็คอย่างดี เพราะเท่ากับว่า คุณกำลังรับผิดชอบต่อผู้โดยสารกว่า 14 ชีวิต หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับรถตู้โดยสาร ควรจะต้องรับผิดชอบในการกำหนดมาตรฐาน กำหนดความเร็วรถ(อาจจะใช้การล็อคความเร็วที่ตัวรถ) การตรวจเช็คสภาพรถยนต์(เนื่องจากรถตู้ใช้งานหนักกว่ารถทั่วไป)
2. มาตรฐานถนน เหตุการณ์ครั้งนี้ บางคนอาจสงสัยว่า ตกลงจากทางด่วนได้อย่างไร ผมเป็นคนนึงที่สงสัย และคิดว่า ทางด่วนได้ถูกสร้างอย่างมีมาตรฐานความปลอดภัยอย่างที่สุดแล้วหรือไม่ เหตุการณ์ที่มีรถตกจากทางด่วนก็เคยเกิดขึ้นแล้ว นั่นเป็นเพราะเหตุใด สิ่งต่างๆถึงตกมาจากทางด่วนได้ง่ายดายเช่นนั้น ที่กั้นของทางด่วนเตี้ยเกินไปหรือไม่ ป้ายจราจร การแบ่งเส้นทางเดินรถ ชัดเจนและปลอดภัยหรือไม่ ผมคนหนึ่งที่ขับรถและพบเห็นว่า ถนนหนทางประเทศนี้ถูกสร้างอย่างมักง่าย เช่น ถนนที่มีทางคู่ขนาน แล้วสร้างช่องเข้าทางหลักกับช่องออกทางหลัก อยู่ใกล้กัน ทำให้รถเข้ากับออกต่างเบียดกัน หรือการสร้างที่กลับรถ อยู่บริเวณตีนสะพานลง เป็นต้น (มีอีกเยอะมาก) นอกจากนี้ การกำหนดป้ายจราจรที่แทบจะต้องจอดรถแล้วลงไปเพ่งดู(จะเล็กไปไหน) หรือป้ายนึงชี้ทางนึง อีกป้ายชี้อีกทางนึง หรือการตั้งป้ายใกล้เกินไป ไม่ให้เตรียมตัวล่วงหน้า การกำหนดเลนส์ ที่อยู่ดีๆก็ห้ามตรง ห้ามเลี้ยว ฯลฯ เยอะแยะไปหมด สิ่งเหล่านี้ เสี่ยงต่อผู้ใช้รถใช้ถนนมาก

ที่กล่าวมาทั้งหมด ผมเชื่อว่า แม้อาจจะไม่ใช่ทางแก้ปัญหาที่ดีที่สุดหรือเป็นทางที่แก้ปัญหาทุกอย่าง แต่ผมเชื่อว่าอย่างน้อย มันจะผ่อนหนักให้เป็นเบา ลดจำนวนอุบัติเหตุลงได้ และความเสียใจ สะเทือนใจจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะลดลง ผู้เสียชีวิตในวันนั้น เค้าอาจรอด และผมหวังว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ จะทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตระหนักและรับผิดชอบต่อประชาชนมากขึ้นกว่านี้

ท้ายที่สุดแล้ว อุบัติเหตุเกิดจากความผิดพลาดของมนุษย์ ไม่มีใครตั้งใจให้เกิดขึ้นและคงไม่มีใครอยากมีตราบาปไปตลอดชีวิต สิ่งที่จะทำได้ในวันนี้ ถ้าผมอยากจะขอให้กระแสสังคมหันกลับไปชี้ที่จำเลยทั้งสองที่ผมกล่าวมา ใช้เฟสบุคสร้างกระแสให้ผู้ที่ควรรับผิดชอบโดยอ้อมได้ตระหนักถึงหน้าที่ของตัวเอง เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของพวกเราเอง "ผู้เสียภาษี"

ขอไว้อาลัยแด่ดวงวิญญาณผู้เสียชีวิต

วันอังคารที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ทักษิณ ชินวัตร

ประชาวิวัฒน์ คำนี้เป็นแคมเปญใหม่ของรัฐบาลที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ไปต่างๆนานา ผมได้ฟังถึงจุดมุ่งหมายของนโยบายนี้ ส่วนหนึ่งรู้สึกดีและเห็นด้วย แต่อีกหลายส่วนครับที่รู้สึกเหมือน "เดจาวู" เอ๊ะ ภาพนี้มันเคยเกิดขึ้นแล้ว แน่นอนครับ พอผมได้ยินนโยบายนี้ สมองผมระลึกทันทีและมีภาพของคนๆหนึ่งปรากฏขึ้นอย่างชัดเจน คือ ทักษิณ ชินวัตร และมาพร้อมกับคำๆหนึ่ง "ประชานิยม" ซึ่งก็คงไม่ผิด หากจะเกิดอารมณ์อยากเปรียบเทียบ

เหรียญย่อมมีสองด้านครับ เมื่อพูดถึงส่วนดีที่ผมรู้สึกชอบใจในแนวคิดที่ต้องการกระจายรายได้อย่างแท้จริง ผ่านการปฏิรูประบบภาษี ขณะที่ในอดีต ประชานิยม เป็นเพียงแค่การสร้างภาพว่า กระจายรายได้ สำหรับในส่วนอื่นๆที่เป็นการลดแลกแจกแถม ก็คงไม่ค่อยต่างกับประชานิยมของทักษิณ ชินวัตร ซักเท่าไหร่นัก แต่ผมกลับรู้สึกเสียดายยังไงก็ไม่รู้ สงสัยอาจเป็นเพราะในวันนี้ผมอยู่ในฐานะของผู้เสียภาษีแล้วกระมัง ยังไงก็ภาวนาให้ภาษีนั้นเกิดประโยชน์สูงสุดแล้วกัน

เลยเถิดมาถึงเรื่องของ ทักษิณ ชินวัตร ในฐานะต้นตำรับประชานิยม ซึ่งในวันนี้คุณทักษิณ จะถูกกล่าวหาหรือทำผิดจริงหรืออะไรก็ตาม ผมไม่ได้ต้องการหาคำตอบหรือแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้ แต่ผมกลับมีมุมมองอีกแบบหนึ่งว่า ไม่ว่านโยบายที่ผ่านมาจะเป็นนโยบายที่ดีหรือไม่ ซึ่งขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละบุคคล แต่เรื่องราวของทักษิณที่ผ่านมา ก่อให้เกิดผลข้างเคียงต่อสังคมไทยอย่างมากมาย ทักษิณได้เสนอนโยบายที่เป็นรูปธรรม จับต้องได้ชัดเจน รวดเร็ว ซึ่งเป็นบรรทัดฐานของนโยบายในรัฐบาลถัดๆไป รวมถึงรัฐบาลชุดนี้ เพราะประชาชนย่อมคาดหวัง ทักษิณแสดงให้เห็นว่า เค้าได้ใส่ใจให้ความสำคัญกับชาวรากหญ้า ทำให้รัฐบาลชุดถัดๆมา หันมาเหลียวมองมากขึ้น รากหญ้าได้รับการดูแลมากยิ่งขึ้น นี่เป็นส่วนหนึ่งของทักษิณที่แม้ว่านโยบายดังกล่าวจะเป็นแค่ภาพลวงตาหรือไม่ก็ตาม แต่รัฐบาลถัดมาจำเป็นต้องตระหนัก ในขณะเดียวกัน ทักษิณก็ได้สร้างปรากฏการณ์ รวมถึงคำศัพท์ใหม่ๆ เช่น ทักษิโณมิกส์ อำมาตยาธิปไตย ธุรกิจการเมือง ฯลฯ ที่ทำให้สังคมต้องตระหนักเช่นกันว่า เกิดอะไรขึ้นกับการเมืองไทย สังคมไทย จุดอ่อนที่ซ่อนตัวมานานได้ถูกเปิดเผยออกมา เค้าทำให้เราเห็นว่า กระบวนการตรวจสอบถ่วงดุลของประเทศเรายังอ่อนแอ ทำให้ได้รู้ว่า การเมืองมักถูกแทรกแซงและก็มักแทรกแซงส่วอื่นด้วยเช่นกัน ทำให้เราตระหนักถึงคำว่า สิทธิมนุษยชน มากขึ้น ทำให้เรารู้จัก การเมืองภาคพลเมือง ทำให้เรารู้ว่า ประชาธิปไตย ไม่ใช่เพียงแค่ยกมือ หรือ หย่อนบัตรเลือกตั้ง และสำคัญที่สุด ทำให้รู้ว่า ประชาธิปไตย ยังห่างไกลยิ่งนัก

ผมไม่ได้ต้องการสื่อว่า ประชาธิปไตย ของไทยถูกแทรกแซงด้วยทหารหรืออะไรก็ตาม แต่ผมต้องการจะบอกว่า ประชาธิปไตย ยังไม่ได้แทรกแซงอยู่ในหัวใจของคนไทยทุกคน ที่เกิดเหตุการณ์การปะทะม๊อบ เกิดการแบ่งสีแบ่งข้าง นั่นเพราะเราไม่ยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่าง นั่นเป็นเพราะเรายังไม่ได้สร้างประชาธิปไตยในหัวใจ มีคนบอกว่า ถ้าร่างกายเราแข็งแรง หวัด2009ก็ทำอะไรเราไม่ได้ ความวุ่นวายทางการเมืองทั้งหมดที่เกิดขึ้นในประเทศ บางคนพูดว่า ถ้า ทักษิณ ชินวัตร ตายๆไป เรื่องวุ่นวายก็คงจบ จริงเหรอครับ?


ปล. ถึงผู้ที่ชอบแบ่งสีแบ่งข้าง ถ้าอ่านแล้ว กรุณาอย่าตัดสินแทนผมนะครับ ว่าผมอยู่ข้างทักษิณหรือไม่

วันพฤหัสบดีที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ที่สุดแห่งปี

ช่วงนี้เห็นเค้าจัดอันดับสุดยอดของปี2010 กันเยอะแยะไปหมด ล่าสุดเห็นจะเป็นเรื่องโด่งดังที่ Mark Zuckerberg ได้เป็น Person of the year แม้อาจจะค้านความรู้สึกคนโหวตไปบ้างที่ Assange(ผู้ก่อตั้ง Wikileaks ว่าจะเขียนเรื่องนี้ซักหน่อย ไว้บล็อกหน้าละกันนะครับ) ได้รับการโหวตสูงสุดแต่กลับไม่ได้รับตำแหน่งนี้
แต่อย่างไรก็ตาม ใครเค้าจะจัดอะไรก็จัดไป ไหนๆก็ไหนๆ ผมขอจัดอันดับของผมบ้างดีกว่า

- เหตุการณ์สุดยอดแห่งปี
พ่อซื้อรถให้ แปะๆๆๆๆ เป็นสิ่งที่ดีใจมากกกกกกกกกกก
- เหตุการณ์น่าสลดแห่งปี
รถถูกชน ทั้งหน้าและหลังยับเยิน กำลังอยู่ในอู่
- เรื่องตื่นเต้นแห่งปี
หาเงินใช้เอง(อาจมีการให้เพิ่มเติมจากบิดาบ้างอะไรบ้าง)
- สิ่งสุดยอดแห่งปี
กาแฟ พอเริ่มทำงาน ก็คิดว่าถ้าโลกนี้ไม่มีกาแฟ ผมคงต้องเสพยาบ้าแทน เพราะมันง่วงและสมองไม่แล่นเอามากๆเมื่อไม่ได้กิน
- ทริปแห่งปี
เชียงใหม่ ปีนี้ไปเป็นว่าเล่น เหมือนนั่งรถไปสยาม
- บุคคลแห่งปี
พ่อแม่พี่ๆน้องๆ

วันจันทร์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ดินสอ กับ ปากกา

วันนั้นผมได้อ่านหนังสือของนิ้วกลม ชื่อเรื่องอะไรจำไม่ได้ รู้แต่น่าจะออกใหม่ พออ่านแล้วก็อดไม่ได้ที่จะมาเล่าให้คนอื่นฟัง เลยขอเล่าหน่อยละกันนะครับ

เค้าเขียนประมาณว่า(เป็นเนื้อความ ไม่ใช่ลอกคำเค้ามานะ ถ้าอยากรู้แบบOriginalก็ไปหาซื้อมาอ่าน เล่มนี้ดีมาก) เด็กๆถูกสอนให้เริ่มจับดินสอ ฝึกเขียนโดยใช้ดินสอเป็นอย่างแรก พอโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่หน่อย ก็เปลี่ยนจากจับดินสอมาจับปากกา ผู้ใหญ่หลายๆคนเหน็บปากกาไว้ที่กระเป๋าเสื้อ(รวมถึงผมด้วย) ปากกาซึ่งถูกใช้เป็นสัญลักษณ์แทนว่า หนักแน่น มั่นคง ยึดมั่นในสิ่งที่ได้เขียน จนทำให้ผู้ใหญ่หลายๆคนไม่กล้าที่จะเขียนหรือทำสิ่งใหม่ๆ ด้วยเหตุเพราะว่าปากกาเขียนแล้วลบไม่ออก ลบแล้วเห็นร่องรอย ผู้ใหญ่หลายๆคนจึงยังยึดติดกับสิ่งเดิมๆ เลือกเดินทางในเดิมที่เคยเป็นมาอยู่แล้ว หากลองเปลี่ยนมาจับดินสอ ซึ่งครั้งหนึ่งในวัยเด็กได้เคยขีดเขียนมัน ลองวาด ลองขีด อย่างไม่กลัวถูกผิด เพราะรู้ว่า เมื่อเราเขียนผิดก็ใช้ยางลบ ลบมันออก แล้วเขียนใหม่

พอได้อ่านดูก็เลยรู้สึกจับใจมาก ช่างเปรียบเปรยจริงๆก็เลยนึกย้อนเข้าตัวเองอีกครั้ง โดยส่วนตัวผมเป็นคนไม่ค่อยชอบใช้ปากกาสักเท่าไหร่ แล้วก็ชอบทำอะไรประหลาดๆ จนมักได้ยินคำบางคำบ่อยๆ เช่น เค้าไม่ทำกันหนิ หรือบางครั้งก็เกิดสงสัยกับสิ่งที่เค้าทำกันอยู่ เลยถามไปว่า ทำไมต้องทำแบบนี้ ก็มักจะได้คำตอบบ่อยๆว่า ก็เคยทำกันแบบนี้ เป็นประเพณี อะไรทำนองนี้ บางครั้งหงุดหงิดมาก บางครั้งรู้สึกว่า ถ้าไม่เคยมีคนทำ แล้วรู้ได้ไงว่ามันจะไม่ดี หรือจะเป็นอะไรก็ตามที่เป็นประเพณีที่ทำต่อๆกันมา โดยบางครั้งเอง คนปฏิบัติเองก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ทำไปเพราะอะไร ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ขัดขวางการคิด นอกกรอบ อย่างสิ้นเชิง หลายสิ่งที่เราทำไปราวกับว่า เราเป็นหุ่นยนต์ โดยไม่ได้คิดว่า ทำไมต้องทำ ไม่ทำได้หรือไม่ หรือทำด้วยวิธีอื่นได้หรือไม่ น่าจะเคารพในตัวเองบ้าง

อีกวันนึงผมก็ได้เดินผ่านทีวี ที่กำลังเสนอข่าวเกี่ยวกับการได้รับชัยชนะจากกีฬาโอลิมปิก เค้าเปรียบเทียบได้ชัดเจนมากครับ ถึงนักกีฬาไทยที่เมื่อได้เหรียญมาก็ให้สัมภาษณ์ในเชิงว่า มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือว่าต้องไปแก้บนยังไง ต่างกับนักกีฬาต่างชาติเช่น โรนัลโด ที่เมื่อให้สัมภาษณ์ก็จะพูดว่า เค้าได้ฝึกซ้อมอย่างหนัก ผ่านอะไรต่อมิอะไรมากมาย แต่น่าเสียดายครับ ดันเสนอเรื่องนี้ในช่วงเวลาหลังพักเที่ยง ซึ่งคนก็คงไปทำงานกันหมดแล้ว(เอ่า แล้วผมมัวทำไรอยู่ล่ะเนี่ย ฮ่าๆ)

ความเชื่อของแต่ละบุคคลนั้น ทุกคนมีสิทธิที่จะเลือกตามระบอบประชาธิปไตย แต่เมื่อมันได้กระทบต่อผู้อื่นอย่างที่เราไม่สามารถหาเหตุผลมาอธิบายถึงการกระทำนั้นๆได้ ก็ลด ละ เลิก บ้างก็ดีครับ เราจะได้ลดความ งมงาย ในสังคมลงไปบ้าง เชื่ออย่างมีปัญญาดีกว่าครับ

วันจันทร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

พฤติกรรมประชาธิปไตย

ช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา หลังจากที่นางออง ซาน ซูจี ได้รับการปล่อยตัว สื่อต่างๆให้ความสนใจเป็นจำนวนมากว่า หลังจากนี้ นางจะมีชีวิตต่อไปยังไง และอนาคตการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในพม่าจะเป็นไปในทิศทางใด และก็มีสื่อในประเทศอีกจำนวนไม่น้อย รวมไปถึงนักวิชาการต่างๆมากมาย ที่ได้ให้ความสนใจและสร้างข้อเปรียบเทียบระหว่างประชาธิปไตยในไทยและในพม่า ซึ่งก็ไม่พลาดที่ผู้นำของเรา นายกฯอภิสิทธิ์ จะถูกวิพากษ์วิจารณ์ไม่น้อยในเชิงเปรียบเทียบ เรื่องการยืนหยัดเพื่อประชาธิปไตย

มีหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งครับ ได้เขียนวิเคราะห์เปรียบเทียบถึงประวัติของนางออง ซาน ซูจี และนายกฯอภิสิทธิ์ไว้อย่างน่าสนใจ เค้าหยิบยกถึงการศึกษาของทั้งสองคนนี้ ทำให้ผมได้รู้ว่า เค้าทั้งคู่จบมาจากคณะเดียวกัน คือ ปรัชญา การเมืองและเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยเดียวกัน ว่ากันว่า คณะนี้เดิมเป็นคณะที่ประเทศอังกฤษใช้ผลิตนักการเมืองเพื่อมาพัฒนาชาติของตนเอง แม้จะจบมาจากที่เดียวกันแต่ก็ยังคนละรุ่น ในด้านพื้นฐานทางครอบครัวนั้น ทั้งคู่มีพ่อซึ่งเป็นผู้อยู่ในแวดวงการเมืองเช่นกัน หากแตนางออง ซาน ซูจี ต้องเผชิญกับวิกฤตในชีวิตมากกว่า (ถ้าสนใจลองไปหาประวัติทั้งคู่อ่านดูนะครับ) สิ่งที่ผู้เขียนได้วิเคราะห์ก็คือว่า ในวันนี้ นางออง ซาน ซูจี เรียกร้องให้ปล่อยตัวนักโทษการเมือง แต่กลับกัน นายกฯอภิสิทธิ์ กลับทำในสิ่งตรงกันข้าม นอกจากบทความนี้ ก็ยังมีอีกหลายบทความที่มีมุมมองไปในทางเดียวกัน

เมื่อนั่งๆคิดดูแล้ว ผมคนนึงเป็นคนที่เชื่อมัั่นในหลักคิดของนายกฯท่านนี้ และรู้สึกไว้วางใจในนโยบายของท่านนายกฯคนนี้ หากแต่ไม่เชื่อมั่นในหลักปฏิบัติและกลไกที่ดำเนินอยู่ในปัจจุบัน จริงอยู่ว่า การได้มาซึ่งบางสิ่ง เราอาจต้องแลกกับบางสิ่ง(ซึ่งขัดกับหลักประชาธิปไตย) แต่ประชาธิปไตยไม่ใช่เกิดจากปากพูด ประชาธิปไตยเกิดจากการกระทำเท่านั้น มิเช่นนั้นก็จะกลายเป็น ปากว่าตาขยิบ เกิดบรรทัดฐานที่ไม่ดีในสังคม และนั่นเป็นเหตุให้ประชาธิปไตยของเราก้าวไปไม่ถึงไหนซะที

ประชาธิปไตยต้องใช้เวลา ต้องผ่านร้อนผ่านหนาว ต้องล้มแล้วลุก ผมเข้าใจดีครับ แต่พอหันมองเพื่อนบ้านข้างๆเรา(พม่า จริงๆในบ้านก็มี ฮ่าๆ) ก็อดคิดไม่ได้ว่า เราจะนำหน้าได้ไกลซักแค่ไหน ในเมื่อประชาธิปไตยไม่เพียงแค่ต้องการการเรียนรู้ แต่ประชาธิปไตยยังต้องการตัวอย่างที่ดี แม้จะจริงอยู่ว่า เรามีการสอนประชาธิปไตย เรามีการสื่อประชาธิปไตย แต่โดยแท้จริงแล้ว ประชาชนไทยกี่คนที่จะได้รับสิ่งนั้น จากข้อมูลสถิติพบว่า ประชาชนประมาณ 20 ล้านคนอาศัยอยู่ในเขตเทศบาล(ตัวเมืองอำเภอ ตำบล) แต่น่าตกใจว่าอีกกว่า 40 ล้านคน อยู่นอกเขตเทศบาลที่ๆทรัพยากรของรัฐ เทคโนโลยีและการบริหารจัดการ ยังเข้าไปไม่ถึงอย่างเต็มที่ แล้วจะส่งผ่านประชาธิปไตยไปถึงได้อย่างไร ในทางกลับกัน ประเทศพม่า แม้อาจด้อยพัฒนากว่าเราหลายเท่า หากแต่เค้ามีบุคคลประชาธิปไตย ผู้ซึ่งจะเป็นเสาหลักของประชาธิปไตย ผู้ซึ่งแสดงออกถึงประชาธิปไตยอย่างแท้จริงและยืนหยัดเพื่อประชาธิปไตยอย่างไม่ลดละ มีหลายคนที่วิพากษ์วิจารณ์นางว่า นางแข็งจนเกินไป แต่ส่วนตัวผมกลับคิดว่า นั่นแหละครับคือจุดแข็ง ถ้าเค้าไม่ยืนหยัด ถ้าเค้าโอนอ่อนผ่อนตาม ผมเชื่อว่า สุดท้ายคนจะเสื่อมศรัทธาและประชาธิปไตยในพม่าก็สูญสลายในที่สุด และสิ่งที่นางออง ซาน ซูจี ทำนั่นล่ะครับ คือต้นฉบับให้ประชาชนพม่าทำตาม และนั่นคือกระบวนการเรียนรู้ประชาธิปไตยที่ดีที่สุดในความคิดของผม นอกจากนี้ ยังมีประโยคนึงที่ทำให้ผมรู้สึกศรัทธาในตัวเค้ามากยิ่งขึ้นคือ "จะให้ฉันพูดอย่างเต็มปากได้อย่างไรว่า ฉันอิสระแล้ว ในเมื่อประชาชนของฉันยังถูกกักขัง"

ย้อนกลับมาที่ประเทศไทยครับ ใครกันล่ะคือ บุคคลประชาธิปไตย แม้เราจะเป็นประเทศที่ถูกเรียกว่าประชาธิปไตย ต้องถามว่าคุณภาพ เป็นอย่างไร หรือเพียงแค่ได้ชือว่า เป็นประชาธิปไตย อาจไม่ต้องมองไปไหนไกลครับ เอาแค่คนรอบตัวเรา เรายอมรับในความคิดเห็นที่แตกต่างได้มากน้อยแค่ไหน เรารู้จักคำว่า อภิปราย กันมากน้อยแค่ไหน เราใช้มันเป็นหรือไม่ จากที่ผมได้พบเจอมาในหลายๆครั้ง พบว่า บางครั้งที่มีการอภิปรายหรือถกเถียงกัน คนที่คิดต่างมักถูกมองเป็นฝ่ายตรงข้ามเสมอหรือบางครั้งอาจเรียกว่า เป็นศัตรูเลยทีเดียว ผมเชื่อว่า ประชาธิปไตยไม่ใช่แค่ขาวกับดำ ซ้ายกับขวา แต่ประชาธิปไตยยอมรับในความหลายหลาย และนั่นคือความสวยงามของมัน ผมเคยคุยเรื่องการเมืองกับคนๆนึง ผมวิพากษ์วิจารณ์นายก(ทั้งที่ส่วนตัวแล้ว ผมเชื่อมั่นหลักคิดเค้ามากๆ ผมเพียงแต่พูดถึงการปฏิบัติในบางเรื่อง) สุดท้ายแล้ว เค้าสรุปว่า ผมเป็นเสื้อแดง ผมถูกแบ่งข้างโดยปริยาย นั่นคือสิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกว่า ประชาธิปไตย อย่างเข้าไม่ถึงคนไทยจริงๆ

สุดท้ายครับ ผมหวังว่า วันนึงจะมีบุคคลซึ่งจะเป็นต้นแบบประชาธิปไตยให้กับคนไทย เพราะผมเชื่อว่า สิ่งนี้เท่านั้นที่จะส่งผ่านประชาธิปไตย ไปถึงคนอีกกว่า 40 ล้านคนได้อย่างแท้จริง และผมขอยอมรับว่า ครั้งหนึ่งผมเคยหลงไหลในคอมมิวนิสต์และเผด็จการ แต่วันนี้ ผมได้เรียนรู้อะไรบางอย่างจนทำให้ผมหันกลับมาอยู่ที่จุดประชาธิปไตยเหมือนเดิม ผมเคยได้ยินประโยคนึงซึ่งผมชอบมาก เค้ากล่าวว่า ในที่สุดประชาธิปไตยก็ไม่ใช่ระบอบที่จะทำให้เราได้ผู้นำที่ดีที่สุด แต่อย่างน้อย เราก็ยังได้มีโอกาส เลือก.