วันจันทร์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ดินสอ กับ ปากกา

วันนั้นผมได้อ่านหนังสือของนิ้วกลม ชื่อเรื่องอะไรจำไม่ได้ รู้แต่น่าจะออกใหม่ พออ่านแล้วก็อดไม่ได้ที่จะมาเล่าให้คนอื่นฟัง เลยขอเล่าหน่อยละกันนะครับ

เค้าเขียนประมาณว่า(เป็นเนื้อความ ไม่ใช่ลอกคำเค้ามานะ ถ้าอยากรู้แบบOriginalก็ไปหาซื้อมาอ่าน เล่มนี้ดีมาก) เด็กๆถูกสอนให้เริ่มจับดินสอ ฝึกเขียนโดยใช้ดินสอเป็นอย่างแรก พอโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่หน่อย ก็เปลี่ยนจากจับดินสอมาจับปากกา ผู้ใหญ่หลายๆคนเหน็บปากกาไว้ที่กระเป๋าเสื้อ(รวมถึงผมด้วย) ปากกาซึ่งถูกใช้เป็นสัญลักษณ์แทนว่า หนักแน่น มั่นคง ยึดมั่นในสิ่งที่ได้เขียน จนทำให้ผู้ใหญ่หลายๆคนไม่กล้าที่จะเขียนหรือทำสิ่งใหม่ๆ ด้วยเหตุเพราะว่าปากกาเขียนแล้วลบไม่ออก ลบแล้วเห็นร่องรอย ผู้ใหญ่หลายๆคนจึงยังยึดติดกับสิ่งเดิมๆ เลือกเดินทางในเดิมที่เคยเป็นมาอยู่แล้ว หากลองเปลี่ยนมาจับดินสอ ซึ่งครั้งหนึ่งในวัยเด็กได้เคยขีดเขียนมัน ลองวาด ลองขีด อย่างไม่กลัวถูกผิด เพราะรู้ว่า เมื่อเราเขียนผิดก็ใช้ยางลบ ลบมันออก แล้วเขียนใหม่

พอได้อ่านดูก็เลยรู้สึกจับใจมาก ช่างเปรียบเปรยจริงๆก็เลยนึกย้อนเข้าตัวเองอีกครั้ง โดยส่วนตัวผมเป็นคนไม่ค่อยชอบใช้ปากกาสักเท่าไหร่ แล้วก็ชอบทำอะไรประหลาดๆ จนมักได้ยินคำบางคำบ่อยๆ เช่น เค้าไม่ทำกันหนิ หรือบางครั้งก็เกิดสงสัยกับสิ่งที่เค้าทำกันอยู่ เลยถามไปว่า ทำไมต้องทำแบบนี้ ก็มักจะได้คำตอบบ่อยๆว่า ก็เคยทำกันแบบนี้ เป็นประเพณี อะไรทำนองนี้ บางครั้งหงุดหงิดมาก บางครั้งรู้สึกว่า ถ้าไม่เคยมีคนทำ แล้วรู้ได้ไงว่ามันจะไม่ดี หรือจะเป็นอะไรก็ตามที่เป็นประเพณีที่ทำต่อๆกันมา โดยบางครั้งเอง คนปฏิบัติเองก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ทำไปเพราะอะไร ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ขัดขวางการคิด นอกกรอบ อย่างสิ้นเชิง หลายสิ่งที่เราทำไปราวกับว่า เราเป็นหุ่นยนต์ โดยไม่ได้คิดว่า ทำไมต้องทำ ไม่ทำได้หรือไม่ หรือทำด้วยวิธีอื่นได้หรือไม่ น่าจะเคารพในตัวเองบ้าง

อีกวันนึงผมก็ได้เดินผ่านทีวี ที่กำลังเสนอข่าวเกี่ยวกับการได้รับชัยชนะจากกีฬาโอลิมปิก เค้าเปรียบเทียบได้ชัดเจนมากครับ ถึงนักกีฬาไทยที่เมื่อได้เหรียญมาก็ให้สัมภาษณ์ในเชิงว่า มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือว่าต้องไปแก้บนยังไง ต่างกับนักกีฬาต่างชาติเช่น โรนัลโด ที่เมื่อให้สัมภาษณ์ก็จะพูดว่า เค้าได้ฝึกซ้อมอย่างหนัก ผ่านอะไรต่อมิอะไรมากมาย แต่น่าเสียดายครับ ดันเสนอเรื่องนี้ในช่วงเวลาหลังพักเที่ยง ซึ่งคนก็คงไปทำงานกันหมดแล้ว(เอ่า แล้วผมมัวทำไรอยู่ล่ะเนี่ย ฮ่าๆ)

ความเชื่อของแต่ละบุคคลนั้น ทุกคนมีสิทธิที่จะเลือกตามระบอบประชาธิปไตย แต่เมื่อมันได้กระทบต่อผู้อื่นอย่างที่เราไม่สามารถหาเหตุผลมาอธิบายถึงการกระทำนั้นๆได้ ก็ลด ละ เลิก บ้างก็ดีครับ เราจะได้ลดความ งมงาย ในสังคมลงไปบ้าง เชื่ออย่างมีปัญญาดีกว่าครับ

ไม่มีความคิดเห็น: