วันอังคารที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ทักษิณ ชินวัตร

ประชาวิวัฒน์ คำนี้เป็นแคมเปญใหม่ของรัฐบาลที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ไปต่างๆนานา ผมได้ฟังถึงจุดมุ่งหมายของนโยบายนี้ ส่วนหนึ่งรู้สึกดีและเห็นด้วย แต่อีกหลายส่วนครับที่รู้สึกเหมือน "เดจาวู" เอ๊ะ ภาพนี้มันเคยเกิดขึ้นแล้ว แน่นอนครับ พอผมได้ยินนโยบายนี้ สมองผมระลึกทันทีและมีภาพของคนๆหนึ่งปรากฏขึ้นอย่างชัดเจน คือ ทักษิณ ชินวัตร และมาพร้อมกับคำๆหนึ่ง "ประชานิยม" ซึ่งก็คงไม่ผิด หากจะเกิดอารมณ์อยากเปรียบเทียบ

เหรียญย่อมมีสองด้านครับ เมื่อพูดถึงส่วนดีที่ผมรู้สึกชอบใจในแนวคิดที่ต้องการกระจายรายได้อย่างแท้จริง ผ่านการปฏิรูประบบภาษี ขณะที่ในอดีต ประชานิยม เป็นเพียงแค่การสร้างภาพว่า กระจายรายได้ สำหรับในส่วนอื่นๆที่เป็นการลดแลกแจกแถม ก็คงไม่ค่อยต่างกับประชานิยมของทักษิณ ชินวัตร ซักเท่าไหร่นัก แต่ผมกลับรู้สึกเสียดายยังไงก็ไม่รู้ สงสัยอาจเป็นเพราะในวันนี้ผมอยู่ในฐานะของผู้เสียภาษีแล้วกระมัง ยังไงก็ภาวนาให้ภาษีนั้นเกิดประโยชน์สูงสุดแล้วกัน

เลยเถิดมาถึงเรื่องของ ทักษิณ ชินวัตร ในฐานะต้นตำรับประชานิยม ซึ่งในวันนี้คุณทักษิณ จะถูกกล่าวหาหรือทำผิดจริงหรืออะไรก็ตาม ผมไม่ได้ต้องการหาคำตอบหรือแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้ แต่ผมกลับมีมุมมองอีกแบบหนึ่งว่า ไม่ว่านโยบายที่ผ่านมาจะเป็นนโยบายที่ดีหรือไม่ ซึ่งขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละบุคคล แต่เรื่องราวของทักษิณที่ผ่านมา ก่อให้เกิดผลข้างเคียงต่อสังคมไทยอย่างมากมาย ทักษิณได้เสนอนโยบายที่เป็นรูปธรรม จับต้องได้ชัดเจน รวดเร็ว ซึ่งเป็นบรรทัดฐานของนโยบายในรัฐบาลถัดๆไป รวมถึงรัฐบาลชุดนี้ เพราะประชาชนย่อมคาดหวัง ทักษิณแสดงให้เห็นว่า เค้าได้ใส่ใจให้ความสำคัญกับชาวรากหญ้า ทำให้รัฐบาลชุดถัดๆมา หันมาเหลียวมองมากขึ้น รากหญ้าได้รับการดูแลมากยิ่งขึ้น นี่เป็นส่วนหนึ่งของทักษิณที่แม้ว่านโยบายดังกล่าวจะเป็นแค่ภาพลวงตาหรือไม่ก็ตาม แต่รัฐบาลถัดมาจำเป็นต้องตระหนัก ในขณะเดียวกัน ทักษิณก็ได้สร้างปรากฏการณ์ รวมถึงคำศัพท์ใหม่ๆ เช่น ทักษิโณมิกส์ อำมาตยาธิปไตย ธุรกิจการเมือง ฯลฯ ที่ทำให้สังคมต้องตระหนักเช่นกันว่า เกิดอะไรขึ้นกับการเมืองไทย สังคมไทย จุดอ่อนที่ซ่อนตัวมานานได้ถูกเปิดเผยออกมา เค้าทำให้เราเห็นว่า กระบวนการตรวจสอบถ่วงดุลของประเทศเรายังอ่อนแอ ทำให้ได้รู้ว่า การเมืองมักถูกแทรกแซงและก็มักแทรกแซงส่วอื่นด้วยเช่นกัน ทำให้เราตระหนักถึงคำว่า สิทธิมนุษยชน มากขึ้น ทำให้เรารู้จัก การเมืองภาคพลเมือง ทำให้เรารู้ว่า ประชาธิปไตย ไม่ใช่เพียงแค่ยกมือ หรือ หย่อนบัตรเลือกตั้ง และสำคัญที่สุด ทำให้รู้ว่า ประชาธิปไตย ยังห่างไกลยิ่งนัก

ผมไม่ได้ต้องการสื่อว่า ประชาธิปไตย ของไทยถูกแทรกแซงด้วยทหารหรืออะไรก็ตาม แต่ผมต้องการจะบอกว่า ประชาธิปไตย ยังไม่ได้แทรกแซงอยู่ในหัวใจของคนไทยทุกคน ที่เกิดเหตุการณ์การปะทะม๊อบ เกิดการแบ่งสีแบ่งข้าง นั่นเพราะเราไม่ยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่าง นั่นเป็นเพราะเรายังไม่ได้สร้างประชาธิปไตยในหัวใจ มีคนบอกว่า ถ้าร่างกายเราแข็งแรง หวัด2009ก็ทำอะไรเราไม่ได้ ความวุ่นวายทางการเมืองทั้งหมดที่เกิดขึ้นในประเทศ บางคนพูดว่า ถ้า ทักษิณ ชินวัตร ตายๆไป เรื่องวุ่นวายก็คงจบ จริงเหรอครับ?


ปล. ถึงผู้ที่ชอบแบ่งสีแบ่งข้าง ถ้าอ่านแล้ว กรุณาอย่าตัดสินแทนผมนะครับ ว่าผมอยู่ข้างทักษิณหรือไม่

วันพฤหัสบดีที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ที่สุดแห่งปี

ช่วงนี้เห็นเค้าจัดอันดับสุดยอดของปี2010 กันเยอะแยะไปหมด ล่าสุดเห็นจะเป็นเรื่องโด่งดังที่ Mark Zuckerberg ได้เป็น Person of the year แม้อาจจะค้านความรู้สึกคนโหวตไปบ้างที่ Assange(ผู้ก่อตั้ง Wikileaks ว่าจะเขียนเรื่องนี้ซักหน่อย ไว้บล็อกหน้าละกันนะครับ) ได้รับการโหวตสูงสุดแต่กลับไม่ได้รับตำแหน่งนี้
แต่อย่างไรก็ตาม ใครเค้าจะจัดอะไรก็จัดไป ไหนๆก็ไหนๆ ผมขอจัดอันดับของผมบ้างดีกว่า

- เหตุการณ์สุดยอดแห่งปี
พ่อซื้อรถให้ แปะๆๆๆๆ เป็นสิ่งที่ดีใจมากกกกกกกกกกก
- เหตุการณ์น่าสลดแห่งปี
รถถูกชน ทั้งหน้าและหลังยับเยิน กำลังอยู่ในอู่
- เรื่องตื่นเต้นแห่งปี
หาเงินใช้เอง(อาจมีการให้เพิ่มเติมจากบิดาบ้างอะไรบ้าง)
- สิ่งสุดยอดแห่งปี
กาแฟ พอเริ่มทำงาน ก็คิดว่าถ้าโลกนี้ไม่มีกาแฟ ผมคงต้องเสพยาบ้าแทน เพราะมันง่วงและสมองไม่แล่นเอามากๆเมื่อไม่ได้กิน
- ทริปแห่งปี
เชียงใหม่ ปีนี้ไปเป็นว่าเล่น เหมือนนั่งรถไปสยาม
- บุคคลแห่งปี
พ่อแม่พี่ๆน้องๆ

วันจันทร์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ดินสอ กับ ปากกา

วันนั้นผมได้อ่านหนังสือของนิ้วกลม ชื่อเรื่องอะไรจำไม่ได้ รู้แต่น่าจะออกใหม่ พออ่านแล้วก็อดไม่ได้ที่จะมาเล่าให้คนอื่นฟัง เลยขอเล่าหน่อยละกันนะครับ

เค้าเขียนประมาณว่า(เป็นเนื้อความ ไม่ใช่ลอกคำเค้ามานะ ถ้าอยากรู้แบบOriginalก็ไปหาซื้อมาอ่าน เล่มนี้ดีมาก) เด็กๆถูกสอนให้เริ่มจับดินสอ ฝึกเขียนโดยใช้ดินสอเป็นอย่างแรก พอโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่หน่อย ก็เปลี่ยนจากจับดินสอมาจับปากกา ผู้ใหญ่หลายๆคนเหน็บปากกาไว้ที่กระเป๋าเสื้อ(รวมถึงผมด้วย) ปากกาซึ่งถูกใช้เป็นสัญลักษณ์แทนว่า หนักแน่น มั่นคง ยึดมั่นในสิ่งที่ได้เขียน จนทำให้ผู้ใหญ่หลายๆคนไม่กล้าที่จะเขียนหรือทำสิ่งใหม่ๆ ด้วยเหตุเพราะว่าปากกาเขียนแล้วลบไม่ออก ลบแล้วเห็นร่องรอย ผู้ใหญ่หลายๆคนจึงยังยึดติดกับสิ่งเดิมๆ เลือกเดินทางในเดิมที่เคยเป็นมาอยู่แล้ว หากลองเปลี่ยนมาจับดินสอ ซึ่งครั้งหนึ่งในวัยเด็กได้เคยขีดเขียนมัน ลองวาด ลองขีด อย่างไม่กลัวถูกผิด เพราะรู้ว่า เมื่อเราเขียนผิดก็ใช้ยางลบ ลบมันออก แล้วเขียนใหม่

พอได้อ่านดูก็เลยรู้สึกจับใจมาก ช่างเปรียบเปรยจริงๆก็เลยนึกย้อนเข้าตัวเองอีกครั้ง โดยส่วนตัวผมเป็นคนไม่ค่อยชอบใช้ปากกาสักเท่าไหร่ แล้วก็ชอบทำอะไรประหลาดๆ จนมักได้ยินคำบางคำบ่อยๆ เช่น เค้าไม่ทำกันหนิ หรือบางครั้งก็เกิดสงสัยกับสิ่งที่เค้าทำกันอยู่ เลยถามไปว่า ทำไมต้องทำแบบนี้ ก็มักจะได้คำตอบบ่อยๆว่า ก็เคยทำกันแบบนี้ เป็นประเพณี อะไรทำนองนี้ บางครั้งหงุดหงิดมาก บางครั้งรู้สึกว่า ถ้าไม่เคยมีคนทำ แล้วรู้ได้ไงว่ามันจะไม่ดี หรือจะเป็นอะไรก็ตามที่เป็นประเพณีที่ทำต่อๆกันมา โดยบางครั้งเอง คนปฏิบัติเองก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ทำไปเพราะอะไร ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ขัดขวางการคิด นอกกรอบ อย่างสิ้นเชิง หลายสิ่งที่เราทำไปราวกับว่า เราเป็นหุ่นยนต์ โดยไม่ได้คิดว่า ทำไมต้องทำ ไม่ทำได้หรือไม่ หรือทำด้วยวิธีอื่นได้หรือไม่ น่าจะเคารพในตัวเองบ้าง

อีกวันนึงผมก็ได้เดินผ่านทีวี ที่กำลังเสนอข่าวเกี่ยวกับการได้รับชัยชนะจากกีฬาโอลิมปิก เค้าเปรียบเทียบได้ชัดเจนมากครับ ถึงนักกีฬาไทยที่เมื่อได้เหรียญมาก็ให้สัมภาษณ์ในเชิงว่า มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือว่าต้องไปแก้บนยังไง ต่างกับนักกีฬาต่างชาติเช่น โรนัลโด ที่เมื่อให้สัมภาษณ์ก็จะพูดว่า เค้าได้ฝึกซ้อมอย่างหนัก ผ่านอะไรต่อมิอะไรมากมาย แต่น่าเสียดายครับ ดันเสนอเรื่องนี้ในช่วงเวลาหลังพักเที่ยง ซึ่งคนก็คงไปทำงานกันหมดแล้ว(เอ่า แล้วผมมัวทำไรอยู่ล่ะเนี่ย ฮ่าๆ)

ความเชื่อของแต่ละบุคคลนั้น ทุกคนมีสิทธิที่จะเลือกตามระบอบประชาธิปไตย แต่เมื่อมันได้กระทบต่อผู้อื่นอย่างที่เราไม่สามารถหาเหตุผลมาอธิบายถึงการกระทำนั้นๆได้ ก็ลด ละ เลิก บ้างก็ดีครับ เราจะได้ลดความ งมงาย ในสังคมลงไปบ้าง เชื่ออย่างมีปัญญาดีกว่าครับ