ครั้งหนึ่งผมได้เคยเดินทางไปท่องเที่ยวในประเทศกรีซและอิตาลี ซึ่งเป็นที่ตั้งของอาณาจักรทั้งสองในครั้งอดีต เมื่อได้เห็นกับตาก็ไม่อาจปฏิเสธได้ครับว่า มันยิ่งใหญ่จริงๆ ไม่รู้สึกแปลกใจในประวัติศาสตร์เลยว่า ทั้งสองเป็นอาณาจักรที่รุ่งเรือง ซึ่งพบเห็นได้จากสิ่งปลูกสร้างที่เป็นโบราณสถานที่ยังคงหลงเหลืออยู่ โบราณสถานเหล่านั้น มีความหรูหราอลังการในด้านของสถาปัตยกรรมและความยิ่งใหญ่ น่ามหัศจจรย์ในด้านของวิศวกรรม ยกตัวอย่างเช่น
เกิดคำถามขึ้นว่า ในอดีตนั้น เค้าสร้างสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาได้อย่างไร เป็นสิ่งที่ผมอยากจะค้นหาคำตอบ และสิ่งหนึ่งที่พบได้คือ ผมสังเกตเห็นทั่วทั้งเมือง มักจะมีรูปปั้นของบุคคลต่างๆ เป็นใครต่อใครก็ไม่รู้ แต่ที่น่าสนใจคือ รูปปั้นบุคคลเหล่านั้นมักจะมีปากกาหรือกระดาษหรือหนังสืออะไรสักอย่างในมือ ในขณะที่ผมสังเกตเห็นนั้น ผมก็ยังไม่รู้ว่าเค้าเหล่านั้นเป็นใคร ทำอะไร เพราะอะไรจึงต้องมีรูปปั้น แต่ดูๆแล้วเค้าน่าจะมีความรู้ทีเดียว
หลังจากนั้น ผมได้กลับมาศึกษาเพิ่มเติม และพบว่า เค้าเหล่านั้นคือ ปราชญ์ ครับ
ในอดีตนั้นปราชญ์ที่มีชื่อเสียงในแถบตะวันตก ก็คงหนีไม่พ้นชื่อเหล่านี้ครับ พีธากอรัส โสเครติส เพลโต อริสโตเติล หลายคนคงจะพอรู้จักชื่ออยู่บ้าง เค้าเหล่านี้ถูกเรียกว่า Philosopherหรือนักปรัชญา เมื่อมองทะลุไปถึงคำว่า ปรัชญา ปรัชญานั้นเป็นเรื่องของการค้นหาคำตอบโดยใช้เหตุและผลเป็นหลักครับ(อ่านจาก Wikipedia) พอผมได้รู้ ก็นึกย้อนกลับไปถึงสมัยเรียนวิชาสุนทรียศาสตร์ในมหาวิทยาลัย สุนทรียศาสตร์ก็ถือปรัชญาแขนงหนึ่ง ตอนนั้นที่ผมเรียน อาจารย์จะตั้งโจทย์ขึ้นมาว่า ศิลปะคืออะไร จากนั้นก็ให้นิสิตในห้องถกเถียงกันผ่านอาจารย์เป็นคนกลาง อาจารย์ไม่เคยบอกว่าใครให้เหตุผลถูกหรือผิด นอกจากนี้ อาจารย์ก็จะเสริมด้วยการนิยามจากบุคคลต่างๆในอดีตว่า เค้าให้เหตุผลอย่างไร ในตอนนั้น ผมซึ่งเรียนในด้านทางสายวิทย์มาตลอด พอมาเจออะไรแบบนี้ค่อนข้างขัดใจครับ เพราะวิศวกรรมศาสตร์หาคำตอบชัดเจนได้ด้วยตัวเลข แต่สิ่งนี้กลับเป็นการถกเถียงกันอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ผมขอยกตัวอย่างโจทย์ง่ายๆที่อาจารย์ได้ยกขึ้นมา "ถ้าอาจารย์เฉลิมชัย โฆสิตพิพัฒน์ สะบัดภู่กันลงผืนกระดาษ และบอกว่านี่เป็นศิลปะ ในทางกลับกัน ถ้าผมเองเป็นคนทำบ้าง มันจะเป็นงานศิลปะหรือไม่ แล้วสุดท้าย ศิลปะคืออะไร"
ในวันนี้ผมได้รู้แล้วว่า ทำไมต้องศึกษาวิชาปรัชญา มันทำให้ผมเปิดกว้างและเปิดใจว่า ความคิดคนนั้นหลากหลายจริงๆครับ แต่การถกเถียงกันในทางปรัชญานั้น จำเป็นต้องอยู่บนหลักของเหตุและผลหรือเรียกว่า เป็นเรื่องของการให้เหตุผล นั่นเอง และเข้าใจยิ่งขึ้นว่า มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดที่มีคณะปรัชญา การเมืองและเศรษฐศาสตร์ ซึ่งเป็นคณะที่ประเทศอังกฤษเปิดขึ้นเพื่อใช้สร้างคนเพื่อมาสร้างชาติ และนายกฯอภิสิทธิ์ก็ได้ร่ำเรียนมาในคณะนี้ด้วย จึงมีความสำคัญในการเมืองอย่างยิ่ง เพราะนโยบายหรือปัญหาระดับชาติต่างๆไม่ได้ถูกตัดสินกันด้วยตัวเลขแล้วจบ แต่กลับต้องถกเถียงกันอย่างไม่รู้จบ
ย้อนกลับไปสักนิดครับ ยังมีคำถามอีกว่า ทำไมกรีกหรือประเทศกรีซถึงเป็นต้นตำรับประชาธิปไตย ผมหาคำตอบนี้ด้วยตัวเองและสรุปว่า นักปราชญ์ชาวกรีกทั้งหลายที่ชื่อ พีธากอรัส โสเครติส เพลโต อริสโตเติล คนกลุ่มนี้เป็นอาจารย์และศิษย์กัน กล่าวคือโสเครติสเป็นอาจารย์เพลโต แต่เชื่อหรือไม่ว่าทั้งสองมีแนวคิดที่ต่างกัน รวมไปถึงเพลโตและอริสโตเติลด้วยเช่นกัน ศิษย์และอาจารย์สามารถถกเถียงกันได้โดยการตั้งคำถามใส่กัน ให้เหตุผลโต้แย้งต่อกัน มิใช่เพียงแค่อาจาย์พูดอะไรแล้วถูกต้องทุกอย่าง ซึ่งผมเชื่อว่า การอภิปราย การรับฟังความคิดเห็น บนพื้นฐานของเหตุและผล คือรากฐานหรือจุดกำเนิดของประชาธิปไตยอย่างแท้จริงครับ
นักปราชญ์กลุ่มนี้เป็นผู้วางรากฐานทางปรัชญาตะวันตก เช่น ปรัชญาการเมือง และยังเป็นรากฐานทางวิทยาศาสตร์อีกด้วย โดยเฉพาะอริสโตเติล ผู้ที่เชื่อในการสังเกตและทดลอง โดยส่วนใหญ่แล้วสัญลักษณ์ทางวิทยาศาสตร์ก็มักจะเป็นอักษรกรีกด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ พีธากอรัส ชื่อคุ้นหู ยังวางรากฐานทางคณิตศาสตร์ไว้อีกด้วย และถ้ามองให้ลึกลงไปให้สุดอีกนิด ก็น่าจะพบว่า ไม่ว่าศาสตร์ใดๆล้วนแล้วกำเนิดขึ้นโดยหลักปรัชญา ไม่เว้นแม้แต่วิทยาศาสตร์ที่ต้องตั้งสมมติฐาน ทดลองหรืออภิปรายกันด้วยเหตุและผล
ท้ายที่สุดแล้วครับ จากที่ผมได้กล่าวมาทั้งหมด สรุปได้แค่เพียงว่า "อาณาจักรที่จะรุ่งเรืองยิ่งใหญ่ได้ ต้องยกย่องเคารพ ปราชญ์ นะครับประเทศไทย"
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น